2007/Jul/13

จากการที่เราได้เป็นสมาชิกของกลุ่มเมล์อันนึงใน Yahoo! Groups เราก็เลยได้รับ e-mail ที่เป็นแบบ Forwarding มามากมาย....มาทีละ 20-40 ฉบับเลยหล่ะ 0_o

แต่รอบนี้มีอีก e-mail นึงที่อยากให้ทุกๆคนได้อ่านกันนะครับ อ่านแล้วมีกำลังมากเลยครับ ลองอ่านกันดูนะครับ (จริงๆแล้ว เขาเอามาจากนิตยสารหน่ะ)


บทเรียนที่โรงเรียนไม่ได้สอน

วิเวียนเป็นชื่อของผู้ชายคนหนึ่ง

วิเวียน ธอมัส เป็นผู้ชายที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเขาใช้ชื่อที่ฟังดูคล้ายชื่อสตรี (ออกเสียงเหมือนกัน แต่สะกดต่างกัน Vivian - Vivien) แต่เพราะเขาพิสูจน์ว่าห้องเรียนไม่ใช่ทุกสิ่ง วิเวียนเรียนดีมาแต่เด็ก แต่ไม่มีโอกาสเรียนสูง วิกฤติตลาดหุ้นล่มในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบทำลายความฝันของเขาพินาศ

วิเวียนเกิดที่หลุยเซียนาเกือบหนึ่งร้อยปีมาแล้ว พ่อเป็นช่างไม้ เขาจบด้วยเกียรตินิยมจากโรงเรียน และฝันจะเป็นหมอ ในปี 1929 เขากำลังเตรียมเข้าเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัย ด้วยเงินที่เก็บออมไว้จากการทำงานช่างไม้ แต่เงินนั้นก็สลายไปเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เขาต้องออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีแรก อายุสิบเก้า เขาเข้าทำงานในตำแหน่งภารโรง ณ โรงเรียนแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ ที่นั่นเขารู้จักหมออัลเฟรด บลาล็อค เป็นครั้งแรก ต่อมาหมอบลาล็อคให้เขาทำงานเป็นช่างเทคนิคในห้องแล็บ เขายังหวังจะเก็บเงินไปเรียนหมอ แต่วิกฤติเศรษฐกิจย่ำแย่ลงอีก เขาไม่มีทางเลือกนอกจากทำงานเลี้ยงตัวต่อไป

เขาทำงานวันละสิบหกชั่วโมง เป็นลูกมือหมอเพื่อศึกษาโรคหัวใจที่เรียกกันว่า Blue Baby Syndrome

โรคนี้ทำให้ริมฝีปากและนิ้วของคนไข้เป็นสีน้ำเงิน และผิวหนังทั้งร่างเป็นสีฟ้า (จึงเป็นที่มาของชื่อโรค) คนไข้มักหายใจลำบากและมีอายุสั้น ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดเท่านั้น แต่ยังไม่เคยมีใครในโลกทำสำเร็จ

ทั้งสองทำงานเข้าขากันดี เมื่อหมอบลาล็อคกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮ็อปกินส์ เขายืนยันให้โรงพยาบาลจ้างวิเวียนด้วยกัน

ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เอง ทั้งสองพบหมอเฮเลน ทอสซิก ผู้เสนอความคิดว่า อาจเป็นได้ที่จะเอาส่วนหนึ่งของเส้นเลือด มาเชื่อมทางสายใหม่จากหัวใจสู่ปอดเพื่อเพิ่มระดับการไหลของเลือด นี่หมายถึงการผ่าตัดที่ซับซ้อนยิ่ง และต้องการเครื่องมือผ่าตัดที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก

วิเวียนรับหน้าที่ประดิษฐ์เครื่องมือใหม่นี้

วิเวียนเริ่มศึกษาเรื่องนี้ในหมา ผ่านไปสองปีกับชีวิตหมาอีกสองร้อยตัว จนเข้าใจสรีระของหัวใจและอาการช็อคที่เกิดจากการสูญเสียของเหลวและเลือดในร่างกายดีขึ้น พวกเขาจึงพัฒนาการผ่าตัดแบบใหม่กับคนเป็นครั้งแรก

ในเดือนพฤศจิกายน 1944 การผ่าตัดคนสำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก คนไข้เป็นเด็กหญิงอายุสิบห้าเดือน ตลอดการผ่าตัด วิเวียนเป็นผู้กำกับด้านเทคนิค เพราะเขาผ่าตัดหมามากครั้งกว่า แม้การผ่าตัดต่อชีวิตเด็กหญิงได้เพียงสองเดือน แต่ผลงานของเขากับหมอบลาล็อคแผ้วทางการผ่าตัดที่ใช้ทั่วไปในกาลต่อมา โดยที่ทีมงานทุกคนได้รับเครดิต ยกเว้นวิเวียนเพียงคนเดียว

เหตุผลหนึ่งเพราะเขาไม่ได้เรียนจบแพทย์ศาสตร์ อีกเหตุผลหนึ่งคือเขาเป็นคนผิวดำ

ขณะที่ทำงานในโรงพยาบาล เขาสวมชุดขาว ซึ่งเป็นชุดปกติของสถาบัน แต่ในที่สุดใครบางคนก็ขอให้เขาถอดชุดขาวนั้นเสีย

เขารู้สึกท้อถอยยิ่ง

อย่างไรก็ตาม วิเวียนก็ได้ทำหน้าที่ฝึกฝนหมอรุ่นใหม่ในการทำงานนี้ แต่เขายังเป็นเพียงช่างเทคนิคเงินเดือนน้อยนิด ต้องทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ควบคู่ไปด้วย บางครั้งเขาต้องให้บริการเครื่องดื่มแก่ลูกศิษย์ของเขาเอง!

ในวัยสามสิบเจ็ด เขายังพยายามเข้ามหาวิทยาลัยเรียนแพทย์อย่างที่เคยฝันไว้ เขาเริ่มเรียนชั้นปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยรัฐมอร์แกน แต่ก็พบว่า เขาจะมีอายุห้าสิบเมื่อเรียนจบ เขามองเห็นว่า น่าจะดีกว่าหากเขายังทำงาน ใหญ่ ในตำแหน่งเล็กๆ เช่นเดิม

เขากลับไปทำงานเดิม ช่วยการผ่าตัดจำนวนหลายร้อยราย การวิจัย และช่วยด้านอื่นๆ รวมทั้งการสอนนักศึกษาแพทย์ในเทคนิคบางอย่าง

งานช่วยชีวิตคนสำคัญกว่าความน้อยเนื้อต่ำใจ วิเวียนทำงานในมหาวิทยาลัยต่อมาจนชรา

แต่เขาก็ยังไม่ใช่หมอ!

วิเวียน ธอมัส สอนเราว่า ปริญญาบัตรไม่ได้มีความหมายมากไปกว่ากระดาษแผ่นเดียว

การเรียนไม่จำเป็นต้องมาจากห้องเรียน

การเรียนที่ดีที่สุดคือการเรียนด้วยหัวใจ

ในวัยหกสิบหก เขาได้รับปริญญากิติมศักดิ์ทางกฎหมาย (เขาไม่ได้รับปริญญาสายแพทย์ศาสตร์ เนื่องจากความซับซ้อนบางประการของกฎระเบียบ!) และก่อนเกษียณ เขาได้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณการผ่าตัด ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนแพทย์ มีค่าสูงกว่าใบปริญญาแพทย์ศาสตร์

หมายเหตุ

หมาตัวแรกที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดสำเร็จชื่อ แอนนา รูปของมันยังแขวนอยู่ในผนังของมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮ็อปกินส์ จนทุกวันนี้

วิเวียนเขียนอัตชีวประวัติของตนเองในหนังสือเรื่อง Partners of the Heart: Vivien Thomas and His Work with Alfred Blalock เขาไม่ได้อยู่เห็นหนังสือที่พิมพ์เสร็จเป็นเล่ม

(พิมพ์ครั้งแรก : นิตยสารเปรียว 2549)


เรื่องราวเป็นยังงัยบ้างครับ เราอ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะนะครับ คือเราไม่ไดจบมาทางด้านเกี่ยวกับศิลป์เลย....วิทย์ล้วนๆ (วิศวะหน่ะ) แต่เราก็จะทำการ์ตูนตามที่ใจฝัน

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นงานหลัก หรือมีบทบาทในวงการอะไรมากมายนะครับ แต่เราก็จะทำมันด้วยหัวใจนะขอรับ

ขอให้ทุกคนได้ตามหาสิ่งที่หัวใจตนเรียกหา สิ่งที่ตนได้ฝัน หรือเคยฝันแล้วมุ่งมั่นที่จะไปหาฝันนั้นให้ได้....ชีวิตมันสั้น ใช้มันให้คุ้มด้วยการสานฝัน และส่งเสริมการพัฒนาของมนุษยชาต ไม่ทางได ก็ทางหนึ่งเถอะครับ

^____^


Comment

Comment:

Tweet